บทสัมภาษณ์ตัวจริง " Boon "และ " Tanto " กับชีวิตหลังเหตุการณ์ 13 Hours ที่ Benghazi
0 ความคิดเห็น

ชีวิตของ "Boon"และ "Tanto" ที่ก้าวไปข้างหน้าหลังจากเหตุการณ์เบงกาซี

เขียนโดย Luke Ryan เมื่อวันที่ 30 กรกฏาคม 2563
แปลและเรียบเรียงโดย เทอดพงษ์ ฉายะรถี เมื่อวันที่ 30 กรกฏาคม 2563

วันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2012 เมืองเบงกาซี ประเทศลิเบีย:
ซีไอเอได้ทำการตั้งฐานปฏิบัติการขึ้นใกล้ๆกับสถานกงสุลในเมืองเบงกาซี
และภายหลังจากพิธีการรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001
เจ้าหน้าที่ของสถานกงสุลทั้งชายและหญิงก็ต่างดำเนินกิจวัตรประจำวัน
ตามแต่หน้าที่ของตนไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ อันซาร์ อัล ชาเรีย
ได้ออกคำสั่งการโจมตีที่มีการประสานงานและมีความซับซ้อน
ที่สถานกงสุลและฐานปฏิบัติการนี้

เหล่าทหารรับจ้างที่ได้รับมอบหมายให้ทำการดูแลฐานปฏิบัติการของซีไอเอ
ในพื้นที่ขณะนั้นได้ตัดสินใจบุกตะลุยไปยังสถานกงสุล
เพื่อทำการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทุกคนที่พวกเขาช่วยได้
และพาทุกคนกลับมายังฐานปฏิบัติการซีไอเอ ผู้ที่สามารถเดินทาง
มายังฐานปฏิบัติการได้สำเร็จได้ทำการหลบภัยเข้ามาในฐาน
ในขณะที่เหล่าทหารรับจ้างที่ต่างมีประสบการณ์เป็นทหารผ่านศึก
และมีประสบการณ์มากมายในอดีต ต่างต้องรับมือกับการโจมตีในครั้งนี้

เหล่าทหารรับจ้างที่กล่าวถึงคือ ไทโรน เอส "รอน" วูดส์, เดฟ "บูน" เบนตัน
, คริส "ตันโต" พารอนโต, แจ็ค ซิลวา, มาร์ค "ออซ" ไกสท์, และ จอห์น "ทิก" ทีเกน
ซึ่งพวกเขาจะมี เกลน "บับ" โดเฮอร์ตี้ มาร่วมในภายหลัง พวกเขาเหล่านี้
นับว่ามีจำนวนน้อยกว่าข้าศึก และได้ร่วมยืนหยัดและต่อสู้กับทหารอาสา
ที่เข้ามาเป็นระลอกๆ เพื่อช่วยชีวิตชาวสหรัฐหลายคนและบุคลากรที่เป็นมิตร
ต่อสถานกงสุลหลายชีวิต เรื่องราวของพวกเขาได้รับความสนใจจากประเทศชาติ
ทำให้เกิดความขัดแย้งในการเมืองทุกระดับ

และด้วยความเสียสละของ โดเฮอร์ตี้, วูดส์, เอกอัครราชฑูตสหรัฐประจำลิเบีย
คริสโตเฟอรื สตีเวนส์ และเจ้าหน้าที่ข้อมูลฌอน สมิธ พิสูจน์ว่า
เป็นความสูญเสียอันหนักหนาสาหัสแก่ประเทศสหรัฐและบุคคลอันเป็นที่รักของพวกเขา

เรื่องราวของพวกเขานั้นเป็นที่สนใจในสื่อต่างๆ โดยเฉพาะหนังเรื่อง 13 ชั่วโมง
ทหารลับแห่งเบงกาซี (13 Hours: The Secret Soldiers of Benghazi)
ที่อ้างอิงมาจากหนังสือชื่อ 13 ชั่วโมง: เรื่องราวภายใน
เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเบงกาซี
( 13 Hours: The Inside Account of What Really Happened in Benghazi )

หลังจากที่ผู้รอดชีวิตได้กลับบ้าน พวกเขาต่างแยกกันไปตามทางของแต่ละคน
พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้ถูกส่งไปลิเบียด้วยตั๋วเที่ยวเดียวและคาดหวังว่าจะเจอ
การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น พวกเขากำลังใช้ชีวิตอย่างคนปกติ
และภายหลังจากเหตุการณ์ 13 ชั่วโมงที่น่าเหลือเชื่อและน่ากลัว
ชีวิตของพวกเขาก็ดำเนินต่อไป

ทาง Coffee or Die ได้รับเกียรติในการได้พูดคุยกับสมาชิกทั้งสองคน
ดังต่อไปนี้: เดฟ "บูน" เบนตัน และ คริส "ตันโต" พารอนโต
ผู้ที่ทำการต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ที่เบงกาซี และนี่คือเรื่องราวที่พวกเขา
ได้ดำเนินชีวิตต่อไปหลังจากเหตุการณ์นั้น


เดฟ "บูน" เบนตัน ขณะกำลังสอนที่โรงเรียน Threat Management Solutions (TMS)


เดฟ "บูน" เบนตัน

ณ ตอนนี้ บูน ได้อุทิศชีวิตตนเองให้กับการฝึกสอน
เขามีประสบการณ์ด้านยุทธวิธีมากกว่า 20 ปี

ตั้งแต่ที่เขาได้รับใช้ชาติในฐานะนาวิกโยธินสหรัฐ
จนมาเป็นผู้ใช้กฎหมายในฐานะตำรวจ และในฐานะการเป็นทหารรับจ้าง
เขาตั้งใจที่จะส่งผ่านความรู้และประสบการณ์ที่เขามีต่อไปยังรุ่นใหม่
ผ่านบริษัทของเขา Threat Management Solutions (TMS) ที่ตั้งอยู่ที่ออร์แลนโด

"ผมมีความสุขนะ มันเป็นสิ่งที่ผมเคยทำมานานแล้ว"
เขาบอกกับ Coffee or Die ในขณะที่สัมภาษณ์ผ่านโทรศัพท์

" ในตอนที่ผมทำงานให้กับรัฐบาล ผมก็ได้ทำการฝึกสอนคนรุ่นใหม่ๆไปด้วย
มันเลยเป็นอะไรที่ผมทำจนคุ้นชินมาเป็นเวลานานแล้ว
และตอนนี้ผมก็แค่เลือกที่จะทำมันแบบเต็มเวลา "


เดฟ "บูน" เบนตัน ขณะกำลังสอนคอร์สทางยุทธวิธี

ไม่ว่าจะฐานะใดก็ตาม บูนได้ทำการสอนและส่งผ่านความรู้ของเขา
มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 และมันก็พัฒนามาเป็นสิ่งที่เขาหลงใหลมากที่สุด
นอกเหนือไปจากทักษะทางกายภาพ บูนยังพยายามที่จะส่งเสริมแนวความคิด
ให้แก่นักเรียนของเขาด้วย เขาต้องการให้นักเรียนของเขา

" เปิดอกเปิดใจและพยายามมองทุกสิ่งด้วยมุมมองที่แตกต่างไปจากที่เคย "
ด้วยแนวคิดแบบนี้จะทำให้นักเรียนของเขามีความได้เปรียบ
ทั้งในสนามรบและนอกสนามรบ

" ผมรู้สึกสนุกที่ได้ส่งต่อความรู้ " เขากล่าว ลูกศิษย์ของเขาหลายคน
เป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์กฎหมายและเขากล่าวว่าเขารู้ว่า
"พวกเขาเหล่านี้อาจจะออกไปจากห้องเรียนและได้นำความรู้ที่มีไปใช้ในชีวิตประจำวัน"

บูนกล่าวว่าเขาชอบที่จะทำให้ตัวเองทุ่มเทกับอาชีพการงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขารัก
ดังนั้นพอถึงช่วงที่เขาไม่ได้ทำการฝึกสอน เขาจะสนุกไปกับ การฝึกต่อสู้ พายเรือคายัก
และวิ่งวิบากเขายังบอกว่าเขาชอบอ่านหนังสืออีกด้วย


ตันโตขณะกำลังสอนที่ Battleline Tactical

คริส "ตันโต" พารอนโต

ภายหลังจากที่เขาได้ทิ้งโลกทหารรับจ้างไว้เบื้องหลัง ตันโตก็ได้มาเป็นผู้ฝึกสอนการใช้อาวุธปืนและการฝึกซ้อมทางยุทธวิธีอย่างรวดเร็ว กับบริษัทของเขา
Battleline Tactical ระหว่างประสบการณ์ของเขาในฐานะการเป็นทหาร
ที่ได้เดินทางไปปฏิบัติการต่างประเทศในฐานะหน่วย Ranger ของกองทัพบกสหรัฐ
หลายต่อหลายครั้ง และ ประสบการณ์ในการเป็นทหารรับจ้างมาหลายปี
เขาหวังว่าจะส่งต่อความรู้ที่เป็นประโยชน์และสามารถใช้ได้จริงกับนักเรียนของเขา

ตันโตนั้นภาคภูมิใจในเจ้าหน้าที่ของบริษัท Battleline Tactical
ที่เขาได้รวบรวมมาเป็นรระยะเวลาหลายปี " มันเป็นแวดวงที่เล็กนะ "
เขาบอกกับ Coffee or Die " ทุกคนนั้นผมรู้จักมาค่อนข้างนานแล้วและเป็นเพื่อนกัน
- ไม่ใช่แค่เป็นเพื่อนร่วมงานนะ แต่เป็นเพื่อนที่ดีเลยล่ะ"

หนึ่งในผู้ฝึกสอนคือ เบนนี่ กลอสสอพ นักสู้ MMA และนักมวย
ที่ได้ทำการฝึกสอนผู้ที่เก่งกาจมาหลายคน; เบน มอร์แกน
เพื่อนที่รู้จักกันมายาวนานของตันโตและเคยเป็นเรนเจอร์ด้วยกันมาก่อน
และ เจเรมี่ มิทเชลล์ อดีตสารวัตทหารของกองทัพบก
- และนี่เป็นเพียงจำนวนหนึ่งในรายชื่อของผู้ฝึกสอนที่บริษัท


ตันโตขณะกำลังสอนที่ Battleline Tactical

การฝึกสอนนั้นเป็นอะไรที่คุ้นเคยสำหรับตันโต
" ผมเป็นผู้ฝึกสอนการใช้อาวุธปืนและการฝึกซ้อมทางยุทธวิธี
มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 โดยเริ่มมาตั้งแต่ในส่วนของวิชาการป้องกัน
ในสถานการณ์ความเสี่ยงสูงของบริษัท Blackwater 
(Blackwater’s Department of State’s High Threat Protection) "

และโปรแกรม OGA และโปรแกรมการฝึกสอนของบริษัท Osen Hunter Group
(Osen Hunter Group’s National Defense Service Training Program)
ในประเทศอัฟกานิสถาน ที่บริษัท Battleline Tactical เขาได้ส่งต่อประสบการณ์
ไปยังนักเรียนของเขา การฝึกสอนของบริษัทพวกเขาผสมผสานความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างสหายร่วมรบในการต่อสู้ ผสมกับความตลกที่มาพร้อมกับความจริงจัง
และการฝึกทางยุทธวิธีที่ปลอดภัย; รวมความถ่อมตนกับความกล้าที่จะเสี่ยง
ในการเข้าต่อสู้โดยมีชั้นเชิง

ตันโตนั้นได้เข้าร่วมกับองค์กรการกุศลอีกด้วย เขาหวังว่าจะได้แสดงความขอบคุณ
ให้แก่ชาวอเมริกันที่ได้ทำการเสียสละให้แก่ประเทศชาติ ในขณะที่เขาลังเล
ที่จะเปิดเผยความในใจกับเรื่องนั้น มันก็เป็นอะไรที่เขาหลงใหลอยู่ในใจ
"ผมอยากที่จะก้าวหน้าไปกับมันนะ เพื่อให้องค์กรเติบโต"

ในขณะที่เรื่องราวของตันโตถูกเล่ามาแล้วหลายครั้ง โครงการล่าสุดของเขา
ได้ส่งต่อความสนใจไปยังผู้อื่นหนังสือ "Patriot's Creed - หลักความเชื่อของผู้ที่รักชาติ"
ที่เป็นหนังสือเล่มล่าสุดและเป็นเล่มที่สามของเขาแล้ว เป็นหนังสืออีกเล่ม
ที่เขาได้ร่วมเขียนกับ เมลิซซ่า มัวร์ ซึ่งเป็นผู้ที่เคยช่วยเขาเขียนหนังสือ
" The Ranger Way - วิถีของเรนเจอร์"
โดยหนังสือเล่มล่าสุดจะเกี่ยวกับผู้ที่รับใช้ชาติที่ได้ให้คุณค่ากับกองทัพสหรัฐ

"สก็อตตี้ เกียร์เรน เคยเป็นสมาขิกทีม PJ
(U.S. Air Force Pararescue - หน่วยช่วยเหลือทางอากาศของกองทัพอากาศสหรัฐ)
ผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุจากการกระโดดร่มแบบ HALO Jump
(HALO- High Altitude, Low Open) และในทางเทคนิคนั้น
เขาควรจะเสียชีวิตไปแล้วจากอุบัติเหตุนั้น แต่เขาก็รอดกลับมาได้
พัฒนาตัวเอง และกลับมาเป็นสมาชิกทีม PJ อีกครั้ง " ตันโตกล่าว

นอกจากนี้เขายังกล่าวถึง จ่าสิบโท อัลวิน ซี แคช ผู้ซึ่งเสียชีวิตในหน้าที่
ด้วยการกระทำที่ควรได้รับการยกย่องและคงไม่อาจมีสิ่งใด
สามารถชดใช้วีรกรรมอันกล้าหาญของเขาได้



ตันโตและบูนขณะกำลังสอนร่วมกัน

ยังมีอีกหลายรายชื่อ เช่น อิสราเอล มอตตอส และ ทอม บลอค ทั้งคู่นั้น
ได้ยึดถือหลักความเชื่อนี้และพยายามอย่างสุดความสามารถแม้จะมีอุปสรรคมาขวางกัน

เมื่อบทสนทนานั้นขยับไปยังเรื่องที่ได้ก้าวไปข้างหน้าภายหลังจากเหตุการณ์การต่อสู้
ที่เมืองเบงกาซีหรือการเลิกทำอาชีพที่เกี่ยวกับทหาร ตันโตกล่าวถึงเป้าหมายของเขาไว้ดังนี้

" เมื่อเรายังเป็นทหาร ไม่ว่าจะเป็นการยึดพื้นที่เป้าหมายหรือการจู่โจมฉับพลัน
มันจะต้องมีวัตถุประสงค์ซึ่งโดยรวมแล้วสิ่งสำคัญนั้นก็คือเป้าหมาย" เขากล่าว
" คุณต้องมีเป้าหมายเมื่อคุณออกจากพื้นที่ไม่ว่าคุณจะทำเป้าหมายของคุณได้สำเร็จ
หรือเป้าหมายของคุณเปลี่ยน อย่างเช่นคำสั่งที่ไม่สำคัญ คุณก็ยังมีจุดมุ่งหมาย
ให้ไปให้ถึง หากคุณออกจากงานหรือออกจากโรงเรียน มันก็เหมือนกัน"

"ยกตัวอย่างหากคุณมีคนหนึ่งที่อยากเป็นหน่วยลาดตระเวนชายแดน
เขาพูดว่า 'อ่าห์ ไม่รู้สิ ผมคงต้องมีปริญญาบัตรก่อน' ถ้างั้นก็ไปเรียนปริญญาตรี
มาให้จบซะ ออกไปทำมันให้ถูกต้อง"

"เราจะยอมแพ้ตอนไหนก็ได้ ณ ตอนนั้น (ที่เบงกาซี)" ตันโตกล่าวต่อ
"มันก็มีบางจังหวะที่ผมและบูนคิดว่า 'ซวยแล้ว ไม่มีใครมาเลย' แต่เราก็ยังสู้ต่อไป"

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะถูกเผยแพร่