Jason Everman ชายผู้หันหลังให้เสียงดนตรี และก้าวเข้าสู่วิถีนักรบของ Green Beret
0 comment
เคยได้ยินประโยคที่ว่า " อยู่ผิดที่ผิดเวลา ทำอะไรมันก็ไม่ใช่ " ไหมครับ
ผมเชื่อว่าเรื่องราวของชายคนนี้น่าจะนิยามประโยคนั้นได้ดีที่สุดแล้ว
เพราะเขาคือชายผู้อยู่เบื้องหลังวงดนตรีแห่งยุคมากถึง 2 วงด้วยกัน

ถ้าผมพูดว่าชายคนนี้ เคยอยู่ทั้งกับวง Nirvana และวง Soundgarden
เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักให้วง ก่อนที่จะออกจากวงดนตรี
ไปก่อนที่พวกนั้นกลายมาเป็นตำนานผู้มียอดจำหน่ายเทป
รวมกันมากถึง 100 ล้านอัลบั้มในเวลาต่อมา

เชื่อว่าทุกท่านอาจจะเสียดายโอกาสที่เขาพลาดไป
แต่กลับไม่ใช่สำหรับชายผู้นี้ที่ชื่อว่า Jason Everman ครับ
เขาคือผู้ที่ขีดเขียนโชคชะตาของเขาเอง และนี่คือเรื่องราวของเขา ...



ย้อนกลับไปสมัย High School ช่วงแรกๆ Jason Everman ได้เป็นนักกีตาร์
คู่กับมือกลอง Chad Channing ผู้ที่กลายมาเป็นมือกลองให้กับ Nirvana ทีหลัง

หลังจากการชักชวนของเพื่อนในเวลาต่อมา ทำให้ Jason Everman 
ได้ก้าวเข้ามาเป็นมือกีตาร์คนที่ 2 และเป็นสมาชิกวงคนที่ 4 
ของวง Nirvana ซึ่งในตอนนั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวงเลยก็ว่าได้

ในตอนนั้นวง Nirvana กำลังบันทึกเสียงเพลงสำหรับ
การออกอัลบั้มแรกของพวกเขาในชื่อว่า " Bleach " ในช่วงปี 1989



ยุคนั้นถือเป็นช่วงที่ยากลำบากสำหรับวง เพราะค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง
และสมาชิกในวงไม่มีใครที่มีเงินเก็บหรืองานทำด้วยซ้ำ
มีเพียงคนเดียว สมาชิกเพียงคนเดียวในวงที่มีงานทำ และมีเงินในตอนนั้น

ชายคนนั้นคือ Jason Everman และสิ่งที่เขาทำ คือการที่เขาใช้เงินส่วนตัว
ทั้งหมด 606.17 ดอลล่าร์ หรือประมาณ 2 หมื่นกว่าบาท
เพื่อให้วงได้มีอัลบั้มแรกของตัวเอง ....

ถึงแม้ว่าจะยังไม่ใช่อัลบั้มที่ทำให้ Nirvana ดังทะลุปรอทแตก
ซึ่งในเวลาต่อมาพวกเขาจะทำได้กับอัลบั้มที่ชื่อว่า Nevermind 
ที่กลายมาเป็นอัลบั้มเพลงระดับ Iconic แห่งยุค 90 



แต่ในช่วงแรกนั้น เขาเดินทางไปพร้อมกับรถตู้คันเล็กๆ
และตะลอนออกคอนเสริตไปทั่วสหรัฐ แต่อยู่ดีๆฟ้าก็ไม่เป็นใจ

เมื่อตัว Jason พบว่าการเล่นดนตรีในวงนี้
ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงของเขา เขารู้สึกว่ามันไม่ใช่โลกของเขา
เขาไม่สามารถพูดหรือออกความเห็นได้อย่างอิสระอีกต่อไป
ทุกอย่างมันดูตึงเครียดไปหมด ทำให้เขาเริ่มตีตัวออกห่างเพื่อนร่วมวง
เขาเริ่มมีอาการของโรคซึมเศร้า และทุกอย่างเริ่มเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ ..



ภายหลังจากนั้นไม่นาน วง Nirvana
ก็ได้ประกาศยกเลิกทัวร์คอนเสริตที่ New York
แบบสายฟ้าแลบ และเดินทางกลับบ้านทันที
ท่ามกลางเสียงช็อคของบรรดาแฟนเพลงในยุคนั้น

และตัว Jason Everman ได้ถูกไล่ออกจากวงทันที
อันเนื่องมาจากสุขภาพจิตไปจนถึงพฤติกรรมที่เขา
เริ่มตีตัวออกห่างจากสมาชิกวง ประโยคสุดท้าย
ที่เขาพูดกับสมาชิกในวงหลังจากรู้ว่า
ตนถูกไล่ออกจากวง Nirvana คือ " โอเค , ไว้เจอกันนะ "

และจนถึงปัจจุบันนี้ Jason Everman ก็ยังไม่เคยได้รับ
เงินค่าอัดเพลงในอัลบั้ม Bleach นั้นจนถึงปัจจุบัน ...



หลังจากนั้น Jason จมดิ่งอยู่กับความเศร้า และไร้ซึ่งจุดหมาย
จนกระทั่งผ่านไปไม่นาน เขาได้รับโอกาสอีกครั้งหนึ่ง 
เขาได้เข้าร่วมกับวงดนตรี Soundgarden ในฐานะมือเบส
ซึ่งในอนาคตวงนั้นก็กลายมาเป็นอีกหนึ่งวงดนตรี
ที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้ Nirvana เลย

แต่โชคชะตาก็กลับมาเล่นตลกกับเขาอีกครั้ง 
เมื่อความรู้สึกเดิมๆกลับมาหลอกหลอนเขาอีกครั้ง
และนั่นทำให้เขามีอาการหนักกว่าเดิม

ท้ายที่สุด Jason Everman ก็ถูกไล่ออกจากวงอีกครั้งนึง
ซึ่งในจุดนั้นทำให้เขารู้ว่า ... " ชีวิตเขากับโลกแห่งเสียงเพลง
มันไม่ใช่ที่ของเขาอีกแล้ว เขาไม่เคยมีความสุขที่แท้จริง
กับโลกแห่งนี้เลย ถึงเวลาที่เขาต้องหาเป้าหมายใหม่ในชีวิตแล้ว "

หลังจากนั้นไม่นาน ถึงแม้เขาจะมีไปเล่นดนตรีกับวง Mind Funk 
อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ในตอนที่เขาอายุ 26 ปี
เขาได้หันหลังให้กับเสียงเพลง และเดินเข้าสู่อีกประตูหนึ่ง
ที่ไม่เคยมีคนคาดคิด .. เขาเข้าสมัครเป็นทหาร !



ในช่วงแรกที่เขาเข้าไปฝึกใน Fort Benning เขาได้ตัดผมสั้น 
ถอดห่วงที่จมูกออก ใบหน้าของเขาก็ดูเหมือนกับพลทหารทั่วไป
ที่เข้าไปฝึกในนั้น ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร จนกระทั่ง ...

Kurt Cobain ผู้เป็นนักร้องนำ หัวหน้าวง Nirvana 
และคนที่เคยไล่ Jason ออกจากวง ได้ฆ่าตัวตายอย่างเป็นปริศนา
ซึ่งเหตุการณ์นั้นสร้างความเศร้าโศกให้กับวงการเพลง และออกข่าว
ในทุกหนังสือพิมพ์และสื่อชั้นนำทั่วสหรัฐ ..



และเมื่อมีการนำประวัติของวง Nirvana ออกมาพูดถึง
ก็ปรากฏรูปภาพของชายผู้หนึ่งในสมาชิกรุ่นบุกเบิกของวง
ในตอนนั้นจ่าที่ควบคุมการฝึกก็ได้เห็นรูปนี้เข้า และก็เรียก Jason 
พร้อมกับชี้ไปที่รูปและถามว่า " นั่นมันนายใช่ไหม ? "

Jason ตอบอย่างเรียบง่ายว่า " ใช่ครับจ่า ! "
เรื่องราวของ Jason ได้รับการพูดถึงไปทั่วทั้งฐาน
ทุกคนต่างพูดอย่างน่าเสียดายว่า

" Jason ไม่จำเป็นต้องมาลำบาก
หรือมาทำอะไรแบบนี้เลย ทั้งๆที่เขาสามารถใช้ชีวิต
ในแบบที่ทุกคนในฐานนี้ใฝ่ฝันด้วยซ้ำ ! "



" ไม่เลย ... นั่นไม่ใช่โลกของผมอีกต่อไปแล้วด้วยซ้ำ 
ที่ที่ผมอยู่คือที่นี่ ที่นี่ทำให้ผมรู้สึกสงบ และเป็นตัวของตัวเองที่สุดแล้ว "

หลังจากนั้นไม่นาน Jason ก็ได้บรรจุเข้าหน่วย Ranger 
ปฏิบัติภารกิจมากมายในหลายสมรภูมิ ก่อนที่เขาจะรู้สึกตัวอีกครั้งนึง
ว่าเขาอยากจะไปได้ไกลกว่านี้ อยู่ในจุดที่สูงกว่านี้ และชีวิตในกองทัพ
ทำให้เขามีความมุ่งมั่น มีความทะเยอทะยาน และเป็นตัวของตัวเอง

Jason Everman ได้รับการฝึกและเข้าร่วม
หน่วย Green Beret ในเวลาต่อมา และได้เข้าร่วม
ต่อสู้ในสมรภูมิหลักของโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่อิรัก
, อัฟกานิสถาน รวมไปถึงการได้ไปปฏิบัติภารกิจสำคัญต่างๆ
ในช่วงอายุราชการของเขา



" สุดท้ายแล้ว สิ่งที่่ผมต้องการจริงๆ คือชีวิตที่มีความหมาย 
ไม่ใช่ชีวิตที่โดดเด่นหรือโด่งดัง แต่เป็นชีวิตที่รู้สึกว่าการกระทำของเรา
มันสร้างประโยชน์และช่วยเหลือคนจริงๆ " Jason กล่าว ...

ถึงแม้ในบางครั้ง เขาอาจจะมีอาการหงุดหงิดเล็กน้อยบ้าง
จากผลข้างเคียงของโรคซึมเศร้า แต่มันไม่ทำร้ายเขาอีกแล้ว
เขาได้ค้นพบว่า จุดเริ่มต้นของอาการของเขา นั่นคือความรู้สึกที่
เขาคิดว่าสิ่งที่เขาทำ มันไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับใครเลย
แม้แต่กับตัวเขาเอง นั่นคือจุดเริ่มต้นของความรู้สึกที่กัดกินเขามานาน

แต่กับชีวิตในกองทัพมันต่างออกไป .. ทุกภารกิจ .. ทุกการกระทำ
มันมีความหมาย มันมองเห็นผลที่เกิดขึ้น มันทำให้เขารู้สึกว่า
เขาสามารถสร้างประโยชน์หลายๆอย่างให้กับคนอื่นได้ 
โดยที่ตัวเองไม่ต้องโดดเด่น หรือเด่นดังอะไร

ไม่มีแฟนคลับ ไม่ต้องมีคนรู้ว่าเขาทำอะไรอยู่ เขามีอิสระ
ในขณะเดียวกันเขาก็สามารถสร้างประโยชน์และมองเห็น
คุณค่าของชีวิตตัวเองอีกครั้ง ผ่านการสู้รบ .. ผ่านสงคราม ...



Jason Everman ลาออกจากกองทัพในปี 2006 
และเป้าหมายต่อไปของเขาคือการได้เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย
ซึ่งเขาได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยได้รับจดหมายรับรอง
จากท่านนายพล Stanley McChrystal ผู้บังคับบัญชาการกองกำลัง
ของ NATO ประจำอัฟกานิสถาน และ ผบ. ของ JSOC ในตอนนั้นด้วยตนเอง

และเขาก็ได้เรียนจนจบปริญญาตรีในสาขาปรัชญา 
ก่อนที่จะจบปริญญาโทในสาขาประวัติศาสตร์ทางทหาร

ภายหลังเขาได้กลายมาเป็นที่ปรึกษาทางทหาร
และเป็นศาสตราจารย์ในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
ในช่วงปี 2014 เขาได้รับเชิญให้เข้าร่วมในฐานะ
ของสมาชิกวง Nirvana ที่ได้รับเกียรติแต่งตั้งให้อยู่
ใน rock n’ roll Hall of Fame 



ถึงแม้เขาจะหันหลังให้กับโลกของเสียงเพลง
แต่เขาก็ไม่ได้ทิ้งทุกอย่างไปซะทีเดียว

เขาได้ก่อตั้งวงร่วมกับเพื่อนๆทหารผ่านศึกในปี 2017 
ในชื่อวงว่า " Silence and Night " ซึ่งต่อมา
ก็ออกอัลบั้มแรกในปี 2019 ร่วมกับ Producer ที่เคยได้รับ
รางวัลแกรมมี่ อย่าง josh gudwin

โดยวงดนตรีนี้จะนำรายได้ทุกอย่างมาสนับสนุนองค์กรทหารผ่านศึก
และชุมชนอดีตเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : Nirvana/Soundgarden: Jason Everman, The Member Who Became A War Hero 

ที่มา : Jason Everman | Nirvana Wiki | Fandom
ที่มา  : He Left Nirvana Because He Had Cooler Things to Do. Like Going to Iraq. 
ที่มา : The Rock ’n’ Roll Casualty Who Became a War Hero 
ที่มา : This guy got kicked out of both Soundgarden and Nirvana before becoming a Green Beret 

ผู้เขียน / เรียบเรียง : Ronnakrit " Viking " Sripumma 
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

Leave a comment

ความคิดเห็นทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะถูกเผยแพร่ All comment will need to be review before publish