ประวัติ แนวคิด ปณิธานของ ตู ลัม (Tu Lam) และ Ronin Tactics
0 comment
"ไม่มีปัจจัยภายนอกใดๆ ที่จะเป็นผลต่ออนาคตหรือชะตาชีวิตของคุณให้เก่งขึ้น แข็งแรงขึ้น รวดเร็ว มั่งมี หรือฉลาดขึ้น หยุดขวนขวาย กระวนกระวายมองหาปัจจัยภายนอก ทุกสิ่งล้วนเกิดจากภายในจิตใจคุณ หยั่งรากลึก รอวันที่คุณจะพัฒนาและนำมันออกมา" - มิยาโมโตะ มูซาชิ, คัมภีร์ห้าห่วง

 


เนื้อหาในบทความนี้เป็นการแปลจากบทสัมภาษณ์ของเว็บไซส์
The Veterans Project กับ นักรบผู้มีจิตใจเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่น ตู ลัม (Tu Lam)
อดีตรบพิเศษกองทัพบกสหรัฐ Green beret
และในปัจจุบัน เป็นผู้ก่อตั้งสถาบันฝึกสอนการต่อสู้ เทคนิคทางยุทธวิธี
และพัฒนาอุปกรณ์ทางยุทธวิธี "Ronin Tactics"

- คุณช่วยแบ่งปันถึงเรื่องราวเส้นทางของคุณตอนนี้ได้ไหมครับ ?

Tu Lam : ตอนที่ผมเกษียญออกจากราชการทหาร
ในใจผมคิดถึงการออกไปหาความจริงของโลกใบนี้
และความจริงในจิตใจของผม เพื่อเรียนรู้ สั่งสม และเพื่อเผยแพร่
แบ่งปันกลับให้เพื่อนมนุษย์

ตั้งแต่วันที่ผมก้าวขาออกจากชีวิตราชการทหาร ผมได้พบปะกับผู้คนที่ผมสู้เพื่อปกป้อง
เมื่อครั้งที่ผมออกประจำการในต่างแดน ผมได้พบกับแนวคิดที่กว้างมากยิ่งขึ้น

ผมสามารถท่องไปที่ไหนก็ได้ในโลก ไม่เหมือนกับครั้งที่ยังเป็นทหาร เพราะภารกิจรัดตัว และ ข้อจำกัดในการเปิดเผยตัวตน
ผมออกจากราชการทหารเพราะอาการป่วยทางจิตและผมถือว่านั้นเป็นเส้นทางในการพัฒนาชีวิตผมไปอีกขั้น

- เมื่อครั้งที่คุณเข้าเป็นทหารและก้าวเข้าสู่โลกของปฎิบัติการพิเศษนั้น ตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ 9/11 ความรู้สึกของคุณเป็นยังไงบ้าง ?
เมื่อเปรียบเทียบ ก่อน และ หลัง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

Tu Lam : ผมได้เห็นสงครามและความรุนแรงมาตั้งแต่จำความได้ ผมเกิดมาในยุคสงคราม
ผมเกิดปี ค.ศ.1974 หลังเหตุการณ์ล่มสลายของไซง่อน

ในปี ค.ศ.1976 ครอบครัวของผมถูกทารุณ ลากไปตามถนนกลางเมือง
เพราะการแผ่กระจายอำนาจคอมมิวนิสต์ของรัฐบาลเวียดนาม

ลุงของผม ที่เคยรับใช้ชาติใน กองทัพเรือ ถูกลากไปตามถนนเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน
และ สุดท้ายท่านก็ถูกยิงทิ้ง
ปู่ของผม สละชีวิตของตนเองเพื่อพยายามที่จะช่วยชีวิต ขนย้ายส่งเด็กๆ
และแม่ของผม ลี้ภัยข้ามแดน
เพราะคำพูดของแม่ของผม "ฉันจะไม่ยอมให้ลูกชายทั้ง 2 คนนี้
เติบโตภายใต้เงาของคอมมิวนิสต์เด็ดขาด"

พวกเราใช้เรือไม้เก่าๆในการหลบหนี ภายในเรือบรรทุกผู้ลี้ภัยกว่าร้อยชีวิต
หลังจากออกจากน่านน้ำได้ ด่านแรกเราต้องนำทางเรือหลบซ่อนสายตาสอดส่องของโจรสลัด

พวกโจรสลัดมักจะเพ่งเล็งผู้อพยพลี้ภัย เพราะ พวกเขามีฐานะพอสมควร
และเมื่อพวกมันจี้ปล้น พวกมันจะเข่นฆ่าทุกคนบนเรือและข่มขืนผู้หญิง

โชคดีที่เรือของเราเล็ดรอดพวกโจรสลัดมาได้ และไปถึงชายฝั่งประเทศอินโดนิเซีย
ณ ตอนนั้น กำลังป้องกันชายฝั่งได้หยุดเรือของเราไว้และปรามไม่ให้เราเข้าประเทศ

พวกเขาลากเรือของเรากลับออกทะเล ห่างจากชายฝั่งออกไป ยิงทำลายเครื่องยนต์เรือของเรา
และปล่อยให้พวกเราลอยเคว้งกลางมหาสมุทร

เรือลี้ภัยของเราลอยออกไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมายได้เพียงเฝ้าภาวนารอคอยปาฏิหาริย์
จนวันนี้เรือถูกพายุซัดจน ไปโผล่กลางคาบสมุทรเขตแดนรัสเซีย

เรือขนส่งสินค้าของรัสเซียช่วยเหลือพวกเราไว้ ในขณะที่พวกเขากำลังเดินเรือไปสิงคโปร์
พวกเขาพาเราไปจนถึงค่ายผู้ลี้ภัยในอินโดนิเซีย

น่าประหลาดใจที่ผมและผู้ลี้ภัยคนอื่นๆหลบหนีจากคอมมิวนิสต์กลุ่มหนึ่ง(รัฐบาลเวียดนาม)
แต่กลับถูกช่วยเหลือโดยคอมมิวนิสต์อีกกลุ่มหนึ่ง(รัฐบาลรัสเซีย)

จุดนั้นผมได้เรียนรู้บทเรียนแรกของชีวิต นั้นคือ ผู้คนแต่ละบุคคลนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง

พระชาวอินโดได้ช่วยเหลือเกื้อกูลพวกเราขณธอยู่ในค่ายลี้ภัย
ป้าของผมพบรักและแต่งงานกับนายทหารที่ซึ่งเป็น หน่วยปฎิบัติการพิเศษ Green Beret
และเขาได้ช่วยเหลือ ทำให้พวกเราเข้าโครงการลี้ภัยไปสหรัฐ

ผมได้รู้จักกับค่ายแบรกก์
(Fort Bragg - ค่ายที่ถือเป็นศูนย์ฝึกและผลิตรบพิเศษกองทัพบกสหรัฐ )
ตอนที่ผมอายุ 8 ปี และแม่ของผมก็เช่นกัน เธอได้พบรักกับทหารชั้นประทวนคนหนึ่ง
ที่ซึ่งเป็นหน่วยปฎิบัติการพิเศษ Green Beret เช่นเดียวกัน

เขาเป็นพ่อเลี้ยงที่ดีกับแม่และผมมากๆ พ่อเลี้ยงของผมได้ถ่ายทอดและสอนความรู้และแนวทางของหน่วยปฎิบัติการพิเศษ
ตั้งแต่ผมยังเด็ก ผมเรียนรู้ที่จะพูดหลากหลายภาษา
เรียนรู้อาวุธหลายประเภท วิธีการดูแลรักษาและใช้งาน
เรียนรู้การเอาตัวรอดและนำทางในป่า
วิธีการนำทางด้วยดวงดาว และ สร้างเข็มทิศด้วยตัวเอง
สิ่งที่ผมเข้าใจตอนนั้นคือ เราเพียงแค่ใช้เวลาแบบพ่อลูก
แต่สิ่งที่พ่อเลี้ยงถ่ายทอดให้ผมคือวิชา และ รากฐานของนักรบ

ตลอดช่วงชีวิตที่ผมอยู่กับพ่อเลี้ยง ผมจะเห็นเขาอยู่บ้าน
ออกไปทำงานไกลป็นเวลานาน วนซ้ำไปมา
และเมื่อเห็นข่าวความขัดแย้งที่ปานามา พ่อก็ถูกเรียกตัวไปในทันที
ตอนนั้นแหละที่ผมรู้สึกได้ว่า ผมถูกเลี้ยงดูและถ่ายทอดวิชาของนักรบ

ผมเข้าใจแนวคิดของ ฝูงแกะ สุนัขต้อนแกะ และ หมาป่า ได้ตั้งแต่ยังเด็ก
ผมเอ่ยถามพ่อเลี้ยงว่า ผมจะสามารถปกป้องผู้คนได้อย่างไร
พ่อเลี้ยงของผมตอบสั้นๆว่า ลูกจะต้องผ่านบททดสอบเพื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพี่น้องของเรา

ผมตั้งเป้าหมายที่จะได้เป็น หน่วยปฎิบัติการพิเศษ Green Beret ตั้งแต่อายุ 10 ปี

อาจจะเป็นพันธุกรรมของชายเอเชียละมั้งครับ ตอนผมจบมัธยมปลาย ผมได้ทุนเข้าเรียนต่อมหาลัย
ผมเรียนหนังสือได้ดีกว่าน้องชายของผมมาก แต่สุดท้ายผมปฎิเสธทุนการศึกษา
น้องชายของผมเรียนจนได้เป็น นายแพทย์ ผมเลือกที่จะเข้าเป็นทหารเมื่ออายุ 18 ปี

มันไม่มีทางลัดใดๆ จาก เด็กคนหนึ่ง เติบโต และจะเข้ารับการฝึก
และร่วมเป็นหน่วยปฎิบัติการพิเศษ Green Beret ได้ทันทีทันใด

ผมเริ่มจากพลทหารชั้นประทวน และไต่ขึ้นเป็นชั้นสิบเอก E-5 ภายใน 1 ปีครึ่ง
และนั้นคือจุดที่คุณสมบัติพร้อมเข้ารับแบบทดสอบหน่วยปฎิบัติการพิเศษ Green Beret

ในระหว่างที่ผมฝึกฝนหลักสูตรปฎิบัติการพิเศษ ผมได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย
การลาดตระเวนระยะไกล หลักสูตรสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกของนาวิก
หลักสูตรเรนเจอร์ หลักสูตรพลแม่นปืนกองทัพบก

ผมเรียนหลักสูตรทั้งหมดที่กล่าวมาจนอายุ 20 ปี
และคุณสมบัติพร้อมที่จะเข้ารับการคัดเลือกเป็นรบพิเศษ
ผมได้ผ่านการคัดเลือกและเข้าประจำการกับทีม C-SAR (Combat Rescue)
ที่ โอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น
ที่บทบาทคือการวางแนวป้องกันเมื่อ PJs (Para Rescue Jumper)
เข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือ
ผมประจำการกับ C-SAR กว่าร่วมปีก่อนที่จะยื่นเรื่องขอย้ายหน่วย
ไปอยู่ CIF (Counter In-extremis Forces)
บทบาทหลักของหน่วยคือภารกิจเข้าช่วยเหลือตัวประกันในภูมิภาคเอเชีย

เหตุการณ์ 9/11 เกิดขึ้นระหว่างที่ผมประจำการอยู่ที่ โอกินาว่า และหลังจากนั้น
หน่วยของผมถูกส่งให้ไปประจำการและปฎิบัติภารกิจใน ฟิลิปปินส์ และต่อสู้กับกลุ่มแบ่งแยกดินแดน อะบูซัยยาฟ (Abu-Sayyaf)

หลังจากนั้นเป็นช่วงเวลาหนึ่งผมได้ร้องขอต่อหน่วยอีกครั้งเพื่อย้ายไปปฎิบัติงานในตะวันออกกลาง
ภารกิจในตะวันออกกลางของผมนั้นเป็นภารกิจที่ยากลำบากต่อการทำงานเป็นทีม
ทำให้ผมต้องปฎิบัติงานด้วยตัวคนเดียวอยู่บ่อยครั้ง
ผมได้ทำงานในภูมิภาคแอฟริกา ร่วมกับ หน่วยต่อต้านก่อการร้ายของแอฟริกา
ได้ไปปฎิบัติงานที่ ประเทศลิเบียและคาเมรูน และปฎิบัติการร่วมกับ
หน่วยคาเมรูนคอมมานโด
ในภารกิจรักษาและปกป้องสัตว์ในแอฟริกาจากพวกมือปืนนักล่าสัตว์
และโค้งสุดท้ายคือเดินทางลงมาทางใต้ของแอฟริกาที่ซึงผมรับภารกิจคุ้มกันประธานาธิปดีคนก่อนหน้าร่วมกับ Secret Service


- เกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากนั้นครับ ?

Tu Lam : หลังจากนั้น ความมืดเริ่มครอบงำจิตใจของผม ทั้งไฟสงคราม
ทั้งการสูญเสียเพื่อนร่วมรบ
นั่นทำให้ผมเผชิญเข้ากับสภาวะซึมเศร้า การทำอะไรๆรอบตัวมันดูยากไปหมดสำหรับผม

ผมพยายามที่จะกลับไปมหาวิทยาลัยเพื่อวุติปริญญาโท อย่างที่เคยบอกไป การเรียนรู้ไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับผม
แต่ครั้งนี้ผมกลับมีปัญหาเกี่ยวข้องกับความจำ ผมเข้ารับการตรวจสแกนสมอง
พบว่าผมมีอาการ TBI (อาการที่สมองได้รับผลกระทบ
หรือ พบเจอกับเหตุการณ์รุนแรงต่อจิตใจ)
และรอยแผลเป็นที่สมองส่วนหน้ากลีบขวา ซึ่งนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำโดยตรง
และอื่นๆ เช่น อารมณ์หงุดหงิด ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และ อาการซึมเศร้าตามมา

พวกเขาจ่ายยากดประสาทให้ผมหลังการตรวจ ผมทานยาตามที่หมอเขียนกำกับไม่เคยขาด
แต่กลับพบว่า ภาวะการควบคุมอารมณ์ของผมยิ่งต่ำลง ผมกลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ ผมรู้สึกตัวได้เลย แต่ไม่สามารถควบคุมมันได้

ผมกลั้นทิ้งยาทั้งหมดลงโถส้วม กดมันทิ้งไป ตอนนั้นผมคิดแต่ว่า พอแล้ว ต่อจากนี้ผมจะกลับไปควบคุมตัวเอง

การเผชิญหน้ากับผลข้างเคียงหลังจากหยุดยานั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบาก
และทรมานที่สุดในชีวิตของผมเลย
ทั้งอาการ เหน็บชา มึนหัว เวียนหน้า อาเจียน และ อาการซึมเศร้าที่ย้อนกลับมา
อารมณ์ของผมเหวี่ยงมาก ณ ตอนนั้น

จนวันหนึ่งผมหยิบหนังสือ คัมภีร์ห้าห่วง เขียนโดย มิยาโมโตะ มูซาชิ มาอ่านเพื่อที่จะเอาชนะอาการทั้งหลายด้วยสติ
ผมชื่นชม และ นับถือ ปรัชญาทางตะวันออกมากๆ
ตั้งแต่ยังเด็ก ผมยังชื่นชม บรู๊ส ลี อีกด้วย

ด้วยทักษะที่ผมสั่งสมมา ประกอบกับปรัชญาใน คัมภีร์ห้าห่วง
และการต่อสู้เพื่อก้าวข้ามจุดต่ำสุดของจิตใจ
ผมตัดสินเดินตามรอย ยึดถือแนวทางของ มูซาชิ และนั้นทำให้ผมกลายมาเป็น
Ronin (โรนิน - ซามูไรไร้นาย)

คัมภีร์ห้าห่วง เขียนโดย มิยาโมโตะ มูซาชิ ที่ซึ่งพำนักอยู่ในถ้ำ
ทำสมาธิ เขียนหนังสือถ่ายทอดเรื่องราว
และฝ่าฝันต่อสู้กับอาการป่วยมะเร็งในกระเพาะ ในปี ค.ศ.1600

มันอาจฟังดูเพ้อฝัน แต่ถ้อยคำของ มูซาชิ ได้ชุบจิตใจของผมให้ตื่น หลุดพ้นจากความมืด
และนั้นก็เป็นที่มา ของการก่อตั้ง บริษัทของผมเอง "Ronin"

โลโก้ที่ตัว "O" นั้นเด่นชัด หมายถึง เซน หรือ สภาวะสงบของจิตใจ
และสติที่ระลึกรู้ถึงร่างกาย และ ความนึกคิด จิตใจของตน ณ ทุกช่วงเวลาของปัจจุบันขณะ

ขีดเส้นข้างบนตัว โอ หมายถึงสงคราม และการต่อสู้
และการต่อสู้ ช่วยให้เราระลึกถึงปัจจุบันเสมอ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแต่เวลานี้ที่ชี้ชะตา ว่าจะรอดหรือตาย

ผมเรียนรู้วิถีเซน ผ่านร่างกายที่ต่อสู้ และ จิตใจที่มีสติกับปัจจุบัน นั้นแหละคือสัญลักษณ์และ โรนิน ในแบบของผม


- แนวคิดและจิตวิญญาณมีส่วนช่วยจิตใจคุณอย่างไรบ้าง
ในช่วงเวลาสงคราม?

Tu Lam : ผมตั้งอยู่บนสติ ระลึกถึงจิตวิญญาณเสมอ
ด้วยความที่ผมเป็นผู้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ ผมใช้เวลาไปกว่าครึ่งชีวิตในการฝึกฝน

จิตวิญญาณนั้นมีส่วนช่วยผมได้มากในยามที่ผมออกภารกิจต่างแดน
มันช่วยให้ผมแสดงออก เฝ้าดูตนเอง สตินำพาผมอยู่เสมอ และในฐานะนักรบ จิตวิญญาณนี้ช่วยให้แนวคิดและสติของผมไหลลื่นอยู่เสมอ

ถ้าหากมีใครเดินเข้ามาหาผมและบอกว่า "ตู นี่คือความจริงของโลก นี่คือคำตอบ"
ในใจของผมจะตอบสนองด้วย "เราฟัง เราเรียนรู้ และเราเคารพสิ่งที่คุณยื่นให้"
แต่สุดท้ายผมจะหาคำตอบของความจริงนั้นด้วยตนเอง

ชีวิตนั้นมีอะไรมากกว่าการที่รอให้คนอื่นมาบอกว่าอะไรคืออะไร ไปทางไหน
ชีวิตนั้นจะมีความหมายหากได้เรียนรู้ พบเจอ สั่งสมประสบการณ์ จนกลายมาเป็นบุคคลๆ หนึ่ง
ซึ่งแต่บุคคลนั้นพบเจอ พัฒนา และ กลายมาเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจนึกคิดแตกต่างกันไป

ในแง่มุมนี้สอนให้ผมได้รู้ว่า ทุกเรื่องราวจะมี 2 แง่มุมเสมอ

แน่นอนที่หน้าที่ของเรานั้นคือการทำลายล้างผู้ที่เป็นปรปักษ์กับประเทศของเรา
เพื่อปกป้องประชาชนของเรา เพื่ออิสรภาพ

แต่ถว่าคุณลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดู แม้กระทั่งศัตรูของคุณ
คุณเคยคิดไหมล่ะ ว่าทำไมเขาทำสิ่งที่เขาทำอยู่ เขามีความเชื่ออะไร เขาคิดแบบไหน
หากคุณเรียนรู้ที่จะเข้าใจอะไรในหลากหลายแง่มุม นั้นแหละการกระทำของคุณจึงจะสร้างการเปลี่ยนแปลง

เราสามารถเข่นฆ่าผู้ก่อความไม่สงบให้เหี้ยนเลยก็ยังได้ แต่นั้นไม่ได้ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร
กลุ่มใหม่จะเข้ามาแทนที่พวกเขาอย่างแน่นอน

ในห้วงเวลาหนึ่งที่ผมออกปฎิบัติภารกิจ จิตใจผมไขว้เขว้ ผมสูญเสียเพื่อนร่วมรบอันเป็นที่รัก
กว่า 4 ปี ที่ผมทุกข์ทรมานกับเรื่องราวที่ตามหลอกหลอน ในหัวใจมีแต่ความแค้น ความเกลียดชัง

ครั้งหนึ่งผมเคยปีนเทือกเขาหิมาลัย ส่วนของภารกิจในทิเบต หลังจากภารกิจในฟิลิปปินส์ ผมได้พบกับพระทิเบต กลุ่มหนึ่ง
ผมได้ขอนั่งทำสมาธิร่วมกับพวกเขา และพวกเขาทำให้ผมหวาดผวาเพราะ พวกเขาทำนายได้ถึงสงครามที่จะเกิดขึ้นในอิรัก
และพวกเขาบอกกับผมว่า "คุณจะสูญเสียเพื่อนของคุณไปอีกมากในเส้นทางของคุณ สงครามยังไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ"


- คุณจำวันที่ยากลำบากที่สุดเมื่อครั้งที่ไปปฎิบัติภารกิจในต่างแดนได้ไหม มันเป็นยังไงบ้างครับ?

Tu Lam : นั่นคงจะเป็นวันที่ผมสูญเสียเพื่อนของผมไป ตุง หงวน เขาเป็นชาวเวียดนามลี้ภัยเหมือนกับผม
ณ ภารกิจนั้นเข้าอยู่กับทีม ปฎิบัติการพิเศษที่ 3 เราไปภารกิจร่วมกันกับทีมของผม

เขาเสียชีวิตในภารกิจค้นหาและจับกุมผู้ต้องสงสัย ใน แบกแดด
ตุง นั่งมากับขบวนรถ และ ตอนนั้นทีมไม่ได้เคลียร์พื้นที่อย่างละเอียดก่อนที่จะให้ขบวนรถเข้าพื้นที่
รถที่ ตุง นั่งมาผ่านประตูบ้านหลังหนึ่งและเกิดระเบิดขึ้นที่ประตู แรงระเบิดทำลายรถเสียหายและ ตุง เสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้น

- อะไรคือสิ่งยากที่สุดในการต่อสู้กับ การก่อการร้าย ?

Tu Lam : "การก่อการร้าย" ไม่ใช่แค่ชื่อ หรือ คำจำกัดความ
แต่เป็นยุทธวิธีที่พวกเขาใช้ สงครามนอกแบบ การซุ่มโจมตี การรบแบบกองโจร

การที่จะเอาชนะยุทธวิธีเหล่านั้นต้องใช้ความเข้าใจทางจิตวิทยาการสงคราม เข้าใจพวกเขาว่าทำไมเขาถึงทำสิ่งที่เขาทำ
ในแต่ละประเทศที่คุณไปทำภารกิจ คุณเข้าที่หมาย ล่าสังหาร พังทลายประตู ทำลายที่หมายได้
แต่หลังจากนั้นคุณต้องสร้างมันใหม่ให้เป็นด้วย นั้นคือการให้ความหวังแก่ผู้คนที่เราเข้าไปช่วยเหลือ

อย่างเช่นในฟิลิปปินส์ เด็กๆที่เข้าร่วมกลุ่มก่อการร้ายมักมาจากครอบครัวที่ยากจน กลุ่มก่อการร้าย อะบูซัยยาฟ
รู้ถึงข้อนี้ดี พวกมันเกณฑ์เด็กๆพวกนี้ไป เอื้อเฟื้ออาหาร ที่พัก ชีวิตที่พวกเขาไม่เคยมี และ ถ่ายทอดแนวคิดของพวกเขา
สิ่งนี้แหละคือสิ่งที่คุณควรจัดการกับมันอย่างจริงจัง มากกว่าไล่ล่าสังหาร

โครงสร้างและ แนวทางการรบของ Green beret ก็เป็นในรูปแบบเดียวกัน
คือการสร้างโครงข่ายความเชื่อมั่น และ ความหวังให้กับคนพื้นที่ สอนพวกเขา ปลูกหาอาหาร สร้างบ้านเรือน ดูแลตัวเองได้
จัดหาเสบียงและของใช้หากพวกเขาต้องการ และถ่ายทอดวิธีการป้องกันตนเองให้พวกเขา

- วิถี บูชิโด ในความหมายของคุณนั้นเป็นอย่างไรครับ ?

Tu Lam : โดยพื้นฐานนั้น บูชิโด เป็นแนวความคิด คุณค่า และ คุณธรรม ที่นักรบยึดถือ
ในยุคโบราณของญี่ปุ่น เจ้าเมืองต่อสู้เพื่อขยายอำนาจ พื้นที่ดิแดนของตน มีซามูไรผู้ภักดี
คอยให้การคุ้มกัน

ซามูไรเป็นมากกว่าอาชีพ หรือ สถานะ แต่การครองสถานะซามูไรนั้น
ต้องมีคุณสมบัติความซื่อตรง ซื่อสัตย์ และเกียรติในหน้าที่ของตน การกระทำที่ผิดพลาดอันใดนั้น
ซามูไรได้ทำชื่อเสียงของตนแปดเปื้อนและเลือกที่จะชดใช้ด้วยชีวิตของตน
นั้นหมายถึงความมุ่งมั่นในหัวใจของพวกเขา

เมื่อเปลี่ยนผ่านยุค นักรบได้ตายจากไปแต่ วิถีและแนวคิดยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
ถูกปรับเปลี่ยน ปรับใช้ ให้นักรบยุคใหม่ได้ยึดถือ เกียรติยศ ซื่อสัตย์ และ ความกล้าหาญ

และบูชิโดยังมีอะไรมากกว่า วิถีของการเป็นนักรบ นั้นคือการสงบไฟในจิตใจ
ผู้ที่ใช้ความรุนแรงเมื่อยามจำเป็น และในยามสงบสามารถครองสติใช้ชีวิตได้อย่างสงบ
เป็นผู้ที่ใช้ความรุนแรง แต่จิตใจยังเติบโตมาเป็นมนุษย์ที่เห็นคุณค่าของชีวิตและสิ่งสวยงามของโลกนี้

วิถี บูชิโด ที่ผมนำมายึดถือและปฎิบัติทำให้ผมเป็นนักรบ ช่วยสงบไฟในจิตใจของผม และยังมุ่งพัฒนาตนเอง
จากนักรบ กลายเป็นผู้เรียนรู้ และพัฒนาไปเป็นอาจารย์ที่มีเจตนารมที่จะถ่ายทอดวิชา ความรู้ต่อไป


- ณ จุดไหน ที่คุณได้รับเลือกเข้าร่วมกับ หน่วยปฎิบัติการระดับ เทียร์ 1 (Tier 1 - ระดับชั้นสูงสุดของหน่วยปฎิบัติการพิเศษ)

Tu Lam : เมื่อครั้งที่ผมไปภารกิจที่เมืองไทย เพื่อนทุกคนเวลาว่างจากภารกิจ
พวกขามักจะไปหาพักผ่อนในตัวเมือง ครั้งหนึ่งที่ผมเลือกไปขึ้นสังเวียน ขอขึ้นชกมวยไทย
วันที่ผมได้ขึ้นชก ผมไม่รู้ตัวว่า จ่าสิบเอกอาวุโส ผู้บังคับการของหน่วยปฎิบัติการพิเศษที่ 1 ได้ไปร่วมชมศึกมวยไทยวันนั้นด้วย

เขาชื่นชอบฝีมือของผมโดยที่ผมไม่รู้ตัว และ พอผมชกจบ เขาได้กระซิบบอกเพื่อนของผมที่ไปด้วยวันนั้น
ให้มาเข้าร่วมงานกับหน่วยปฎิบัติการพิเศษของเขา ผมดีใจมากและตอบรับเขาไป

ผมรับหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนวิชาต่อสู้ด้วยมือเปล่า เป็นเวลาร่วมกว่า 8 เดือน ก่อนที่ผมจะยื่นเรื่องเข้าร่วมบรรจุในหน่วยปฎิบัติการพิเศษ

- เป้าหมายของคุณกับ Ronin Tactics ไปในทิศทางไหน เมื่อคิดถึงปัจจัยและกระแสและแนวทางที่รัฐบาลมุ่งไป?

Tu Lam : ผมก็เป็นคนๆหนึ่งที่มีสิทธิมีเสียง ผมจะนั่งบ่นทั้งวันก็ยังได้ แต่ผมเลือกที่จะไม่นั่งบ่นไปวันๆ
เลือกที่จะลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยมือของผม ผมลุกขึ้นด้วยเจตนารมที่อยากให้โลกใบนี้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่ประเทศของผม
จากประสบการณ์และความยากลำบากที่ผมพบเจอ ผมอยากให้เด็กรุ่นใหม่ ได้พบเจอกับสิ่งที่ดีขึ้น


- การเตรียมพร้อมทั้งร่างกาย และ จิตใจ ในหลายๆแง่มุมนั้น มีความสำคัญอย่างไรในการต่อสู้ ?

Tu Lam : การเตรียมพร้อมเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ในฐานะ Green Beret ผมได้งัดทุกความรู้ ความสามารถ
เพื่อมาใช้ต่อกรและเอาชนะความยากลำบากในภารกิจ สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ไม่ใช่ว่าคุณเป็นนักรบระดับปฎิบัติการพิเศษแล้วคุณจะไร้เทียมทาน ใครๆก็พลาดได้
และพวกเราถูกฝึกมาเพื่อให้เอาชนะกับความยากเหล่านั้น

และที่สำคัญระดับขีดจำกัดความสามารถของคุณสูงขึ้น คุณฝึกฝน คุณเก่งมากขึ้น
หน่วยงานก็จะส่งคุณไปปฎิบัติงานในภารกิจที่ต่อกรได้ยากยิ่งขึ้น

- เรื่องราวใดที่คุณประทับใจมากที่สุดในระหว่าง คุณออกไปภารกิจ ?

Tu Lam : คุณเชื่อไหมล่ะ ว่าเรื่องที่ผมประทับใจ และ อิ่มเอมใจมากที่สุดไม่ใช่ภารกิจเชิงต่อสู้
ภารกิจที่เข้าปะทะนั้นเดิมๆ เรียบง่าย เข้าตีที่หมาย สังหาร หรือ จับกุม ส่งกลับ ถอนตัว

แต่ครั้งหนึ่ง ผมไปภารกิจที่ประเทศลาว ในภารกิจกิจการพลเรือนและมนุษยธรรม
เนื้อหาคือ เราถูกส่งให้ไปเก็บกู้กับดัก วัตถุระเบิด เมื่อครั้งที่เกิดสงครามเวียดนาม
กับระเบิดพวกนี้ยังคงตกค้างตามแนวชายแดน มีเด็กๆ และ ผู้คน สูญเสียแขนขาไปไม่น้อยจากกับระเบิดพวกนี้

ในฐานะ Green Beret ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆที่เข้าถึงพื้นที่ ในระหว่างที่ผมกำลังคุยกับล่ามของผม
มีเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่่งเข้ามาหาผม พูดภาษาของเธอกับผม ผมถามล่ามไปว่าเธอพูดว่าอะไร

ล่ามตอบกลับมาว่า "เธอถามว่าคุณพอจะมีดินสอหรือปากกาไหม" ผมก็หยิบปากกาในกระเป๋าเสื้อของผมให้เด็กคนนั้นไป
เด็กน้อยคนนั้นดึงชายเสื้อของผมให้ผมก้มลงและเธอก็หอมเข้าที่แก้มของผม ก่อนจะวิ่งออกไป

ล่ามถามผมว่า "คุณรู้ตัวไหม ว่าคุณได้ทำอะไรลงไป"
ผมตอบไปว่า "อะไรล่ะ"
ล่ามตอบ "คุณเพิ่งจะให้ความสามารถในการเรียนรู้กับเด็กคนนั้น"
ผมยังคงสงสัยและถามต่อ "คุณหมายความว่ายังไง"
ล่ามตอบอย่างง่ายๆว่า "เด็กๆที่นี่ไม่มีแม้กระทั่งปากกา ดินสอ หรือ กระดาษเลย"

ผมพอได้รู้อย่างนั้น ตกเย็นความได้เขียนคำร้องส่งสัญญาณ VHF กลับไป โอกินาว่า
เพื่อร้องขออุปกรณ์การเรียน อะไรก็ได้ที่จะสามารถช่วยให้สร้างโรงเรียนได้ที่นี่

พวกเราได้รับอุปกรณ์การเรียนส่งเข้าพื้นที่ทางอากาศ
เพราะเรื่องราวนี้ ภารกิจของเรานอกจากการเก็บกู้วัตถุระเบิด พวกเรายังได้ให้การเรียนรู้และความหวังกับพื้นที่นี้อีกด้วย

- คุณรู้สึกห่างเหินจาก เพื่อนฝูงบ้างไหมครับ หลังจากที่ออกจากราชการทหารแล้ว ?

Tu Lam : ผมติดต่อ พูดคุยกับเพื่อนๆหลังออกจากราชการน้อยมาก ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้เป็นเพื่อนกันแล้ว
ความสัมพันธ์และเรื่องราวที่ผ่านร้อนหนาวมาร่วมกันยังหนักแน่นในหัวใจของผม
เพียงแต่ว่าผมไม่อยากที่จะเป็นทหารผ่านศึกที่เอาแต่พูดเรื่องราวความรุ่งเรืองในอดีต
ผมไม่อยากยึดติดอยู่กับอดีตที่ผ่านมา ผมตั้งสติมุ่งหน้าเฝ้าพัฒนาตนเอง และก้าวไปสู่อนาคต

- อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้คุณเข้าร่วมกับหน่วยปฎิบัติการพิเศษ
กองทัพบก ?

Tu Lam : Green beret มีคติยึดถือร่วมกันว่า “De Opresso Liber”
นั้นหมายถึง การปลดปล่อยผู้ที่ถูกกดขี่ เมื่อครั้งที่ผมยังอยู่เวียดนามในภาวะสงคราม
ผมเห็นบ้านเมือง ครอบครัว ผู้คน ถูกกดขี่ กระทำชำเรา
ปู่ และ แม่ ของผม ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ผมได้มีชีวิตที่ดีขึ้น จนเรามาเป็นชาวอเมริกัน
และในแนวทางนั้นผมได้ตั้งปณิธานว่าจะกลับเข้าไปช่วยให้โลกใบนี้ดีขึ้นไปอีก

- คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างในระหว่างที่ ประจำการอยู่กับ
ทีมปฎิบัติการพิเศษ ?

Tu Lam : ภาวะการเป็นผู้นำครับ ทุกคนมีความสามารถที่ต่างกัน
คนหนึ่งอาจจะมีทักษะทางร่างกายสูง บางคนฉลาดหลักแหล่ม ชำนาญการแพทย์ หรือ วิศวกรรม
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือการพัฒนาตนเองอยู่เสมอและ การทำงานร่วมกับคนที่หลากหลาย
และที่สำคัญคุณต้องเป็นผู้นำในส่วนความรับผิดชอบของคุณ
เมื่อประกอบกันเป็น 1 ทีม ทุกคนจะต้องช่วยเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
หากคนในทีมอ่อนแรง ไม่ว่าจะร่างกาย หรือ จิตใจ
คนที่เหลือจะต้องฉุดรั้งเพื่อนกลับมาให้ได้

- ประสบการณ์ในสมรภูมิอะไรบ้าง ที่สอนคุณให้รู้ถึง
ความเปราะบาง และคุณค่าของชีวิต ?

Tu Lam : อย่างเดียวเลยคือ ชีวิตของคุณนั้นแขวนอยู่เส้นด้ายอยู่ตลอด
จงนับถือ ให้คุณค่าของเพื่อน บุคคลที่คุณรัก ทำในสิ่งที่คุณอยากทำ
ออกไปล่าฝัน เป็นในสิ่งที่คุณอยากเป็น
ผมเห็นความตายมามาก แต่นั้นคือธรรมชาติของชีวิต

หากคุณเคยทำอะไรผิดผลาด อย่าจมปลักอยู่กับความผิดพลาดนั้น จงเรียนรู้จากมัน
ปรับปรุงแนวทางของคุณ ทำมันให้สำเร็จอย่างไม่ย้อท้อ หากนั่นคือสิ่งที่คุณต้องการ

- แนวทางสู่อนาคตของคุณ กับ Ronin Tactics
ไปในทิศทางไหนครับ ?

Tu Lam : ปัจจุบันทีมงานของเราถูกร้องขอให้ไปฝึกสอน อบรม หลากหลายหน่วยงานมากๆ
ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ กรมทหารราบ
หรือแม้แต่หลักสูตรที่เปิดให้แก่เอกชนและพลเมือง
พื้นที่ต่างแดนอย่างที่ เยอรมัน และ ประเทศแถบเอเชีย
ก็มีการยื่นเรื่องเข้ามาถึงหลักสูตรอาวุธมีด

และผมยังตั้งใจมุ่งพัฒนาอุปกรณ์จากประสบการณืและแนวความคิดของผมอีกด้วย
ผมตั้งใจที่จะค่อยๆเดินสาย แผยแพร่ ถ่ายทอดเทคนิคและวิธีการของผม
แน่นอนวิธีการและความรู้ของผม
อาจจะไม่ใช่เทคนิคชั้นสูงหรือเป็นชั้นความลับ
แต่สิ่งที่ผมอยากสอดแทรกเข้าไปด้วยคือแนวคิด วิถีของนักรบ
เหมือนกับอาจารย์ศิลปะการต่อสู้ เป้าหมายของผมคือการถ่ายทอดแนวคิด ปณิธาน และที่สำคัญความสามารถในปฎิบัติงาน

จบไปแล้วครับกับบทสัมภาษณ์ของ The Veterans Project กับ ตู ลัม
เพื่อนๆ พี่น้อง ได้ข้อคิดอย่างไรบ้าง หรือ ถูกใจตรงไหน แสดงความคิดเห็นเข้ามากันได้เลยครับ

และหากผิดพลาดตรงไหน ทางผู้แปลต้องขออภัยท่านผู้อ่านไว้ล่วงหน้า
และสำคัญที่สุด ขอขอบคุณลูกค้า และ แฟนเพจทุกท่านที่ติดตามบทความของ Valor Tactical กันมา
และเราหวังว่าจะเฟ้นหาบทความที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นมาแบ่งปันกัน


ที่มา : https://www.thevetsproject.com/the-blog/2017/5/22/sgm-tu-lam-army-special-operations-oif-oef-veteran

บทความ : RET. MSG TU LAM (ARMY SPECIAL OPERATIONS, OIF, OEF VETERAN)

ผู้แปล เรียบเรียง : ธีธัช รินชัย เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2563

Leave a comment

ความคิดเห็นทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะถูกเผยแพร่ All comment will need to be review before publish