เรื่องเล่าจากทหาร US กับงานฝึก Cobra Gold เมื่อการกินเลือดงูกลายมาเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของการฝึกร่วมไทย-สหรัฐ
0 comment

**** เพื่อความเข้าใจในเนื้อหา :  ในบทความต้นฉบับนี้
จะเป็นการเล่าในส่วนของประสบการณ์และความคิดเห็นโดยตรง
ของตัวเจ้าของบทความต้นฉบับ ดังนั้นผู้เรียบเรียง
จึงขอใช้คำแทนผู้ที่ทำการเล่าเรื่องว่าเป็น " ผู้เขียนบทความ "
ซึ่งหมายถึงตัวผู้เขียนบทความต้นฉบับ มิใช่ตัวผู้แปล/เรียบเรียงนะครับ **** 


เมื่อพูดถึงงานฝึกร่วมระหว่างทหารไทย / สหรัฐ
อย่างเช่นงานฝึก Cobra Gold ที่หลายๆคนคุ้นชื่อกันดี .. 

Myanmar's place at Cobra Gold draws US criticism

ถ้ามองในฝั่งเรา สิ่งที่เห็นก็น่าจะเป็นการที่ทหาร US นำอุปกรณ์
และกำลังพลเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ร่วมกับเรา
รวมไปถึงการพัฒนาและฝึกฝนร่วมกัน เพื่อที่ในอนาคต
หากต้องมีการปฏิบัติภารกิจร่วมกัน การปฏิบัติจะได้เป็นไปอย่างลื่นไหล
และมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

... และนอกเหนือจากนั้นก็คือบรรดารายได้จากการค้าขายทั้งหลาย
ก็จะหวนคืนสู่ชาวบ้านในท้องถิ่น รวมไปถึงจังหวัดชื่อดังหลายๆที่ 
จะได้โอกาสในการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองจำนวนมาก 
ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วง Low Season 
ให้มีความคึกคักอยู่ได้ตลอดทั้งปี ..

US troops drink cobra blood, learn jungle survival in Thailand during Cobra  Gold - Stripes


แต่ในมุมมองของเจ้าหน้าที่สหรัฐแล้ว .. นอกเหนือจากประสบการณ์จากการฝึก
และวัฒนธรรมบ้านเราแล้ว สิ่งที่พวกเขาจดจำและนำกลับไปเล่าให้เพื่อนๆฟังทุกครั้ง
นั่นคือประสบการณ์ในหัวข้อการฝึกเอาชีวิตรอดในป่า ( Jungle Survival )
ที่เรียกได้ว่าเป็นสีสัน และโดดเด่นไม่แพ้ประเทศไหนในโลก

ใครที่เคยผ่านคลาสนี้ไปพอกลับไปที่ฐาน หรือกลับบ้านที่ US
เรียกได้ว่าเป็นเรื่องเล่าในวงเหล้าของพวกเขาตลอดกาลเลยก็ว่าได้
โดยเฉพาะกับคนที่มีประสบการณ์ในการกินเลือดหรือหัวใจงูเห่าสดๆ
ภายในคลาสโดยตรง ก็ยิ่งเป็นเรื่องราวที่น่าภาคภูมิใจ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิต
ได้มาลองทำอะไรแบบนี้ ประกอบกับความเชื่อดั้งเดิมของบ้านเราที่บอกเล่า
ให้กับพวกเขา ทำให้เขามีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า

" เมื่อในวันที่เขาได้กินเลือดงูเห่าในงานฝึกที่ไทย หลังจากนั้นไป
เขาจะอยู่ยงคงกระพัน แข็งแกร่งตามความเชื่อที่ทหารไทยเคยบอกไว้ "



แมลงสาบ , ตั๊กแตน รวมไปถึงหนอนต่างๆ รสชาติกรุบกรอบเหมือนหนังไก่ย่าง
ไม้ไผ่และไม้หลายๆอย่างสามารถนำมาทำเป็นฟืนจุดไฟได้ การหักคอไก่
และการจ้องมองงูเห่าก่อนจะได้เห็นมันถูกถลกหนัง ถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่
ผู้เขียนบทความจำได้ไม่ลืมเลือน

ภายใต้ค่ายฝึกทหารที่อยู่ใจกลางประเทศไทยซึ่งเป็นเขตร้อนชื้น
เหล่านาวิกโยธินสหรัฐ นอกเหนือจากการได้ฝึกซ้อมในห้วงการฝึกปกติแล้ว

การฝึกกรณียานพาหนะหรืออากาศยานตกในพื้นที่ป่า
และการเอาตัวรอดภายในป่า ก่อนหาโอกาสขอความช่วยเหลือ
กลายมาเป็นอีกหนึ่งวิชาที่สำคัญ และได้รับการบรรจุเข้าไปในการฝึกทุกครั้ง
ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่มีการฝึกร่วมระหว่างทหารไทยและสหรัฐ

และในวันนี้ก็มาถึงวันที่ทุกคนรอคอย วันที่พวกเขาจะได้เรียนรู้
วิชาการเอาตัวรอดในป่า ซึ่งทหารไทยจะเป็นผู้ที่ทำการสอนทหารสหรัฐ
อย่างภาคภูมิใจในฐานะเจ้าบ้านที่มีประสบการณ์ยาวนานกับภูมิประเทศ



ผู้เขียนนึกย้อนกลับไปในปีที่ผู้เขียนบทความยังประจำการอยู่ในหน่วยนาวิกโยธินที่ 3 

สังกัดหน่วยปฏิบัติการสงครามนอกประเทศ ( MEF ) ในงานฝึกนั้นเราจะนั่งวงล้อมกัน
ข้างๆต้นไม้ และได้เรียนรู้ผ่านครูฝึกที่เรียกตัวเองว่าเป็นเหมือนกับพรานป่า 
แต่ด้วยบุคลิกและมีดที่เขาพกพาอยู่ พวกเราจะแซวๆพวกเขาว่า
พวกเขานั้นช่างดูเหมือน Crocodile Dundee เหลือเกิน 

( จากผู้แปล : Crocodile Dundee เป็นหนังตลกยุค 80
ที่พูดถึงพรานล่าจระเข้ที่ได้เข้ามาใช้ชีวิตในเมืองหลวง

เป็นคนที่เก่งในการเอาตัวรอดสูงมาก แต่ด้วยความที่ไม่ชิน
กับวิถีชีวิตคนในเมือง จึงมีเรื่องฮาๆเกิดขึ้นภายในเรื่องมากมาย )



" ประเทศไทยมีอยู่แค่ 3 ฤดูกาลเท่านั้น
นั่นคือฤดูร้อน , ฤดูร้อนมาก และฤดูร้อนชิxหาย "

กล่าวโดยจ่าสิบเอก ประนอม ยอดรัก เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยลาดตระเวน
และเป็นเหมือนกับ Jungle Survival Expert หรือผู้เชี่ยวชาญการเอาชีวิตรอดในป่า
ได้กล่าวไว้ในคลาส ด้วยกำแพงภาษาที่เขาไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีนัก
เขาจึงใช้ภาษากาย หรือท่าทางและการเล่นกับใบหน้าและดวงตา
ในการพยายามเล่าเรื่องให้พวกเราฟัง ซึ่งเรียกได้ว่าดึงจุดสนใจ
และสร้างเสียงหัวเราะให้กับพวกเราทหารสหรัฐได้แทบทุกครั้ง

หลังจากการแนะนำภาคทฤษฏีเกี่ยวกับการเอาตัวรอด จ่ายอดรัก
( ชื่อที่เขาใช้เรียกจ่าประนอม ) ก็ค่อยๆนำผลไม้หน้าตาแปลกๆมากมาย
เข้ามาให้พวกเราได้จับและลองชิมกัน ซึ่งจะมีทั้งผลไม้ที่ทานได้
และก็ผลไม้ที่มีพิษที่เราควรรู้วิธีสังเกตุและหลีกเลี่ยง และยังมี
ผลไม้ที่เมื่อแกะออกก็จะมีน้ำข้างใน ซึ่งเราสามารถกินเพื่อประทังชีวิตอยู่ได้
นอกจากนี้เรายังได้เรียนรู้วิธีแกะผลไม้แต่ละแบบเพื่อทานอีกด้วย



ทหารนาวิกฯสหรัฐทุกคนก็เริ่มทดลองชิมทีละอย่าง จ่ายอดรักจะพยายามให้พวกเรา
เดาว่าผลไม้หน้าตาแบบนี้รสชาติจะเป็นยังไงโดยไม่เฉลย ซึ่งแน่นอนว่ามันเห็นได้ชัดมาก
ผ่านใบหน้าของเพื่อนทหารเราหลังจากได้ทดลองกิน

ถ้าเกิดเพื่อนเราทำหน้าหยีๆตา และริมฝีปากบิดไปมา แสดงว่าผลไม้อันนั้นมีรสขม
และไม่น่ากินอย่างมาก แต่ถ้าเกิดหลังจากกินแล้วเห็นว่าเขาทำหน้าแบบตื่นเต้น
แสดงว่าของชิ้นนั้นรสชาติไม่เลว และถ้าเกิดของชิ้นนั้นถูกกินซ้ำ แสดงว่ามันอร่อยมาก
และมักจะไปไม่ถึงเพื่อนๆหลังแถว เพราะมักจะกินกันหมดตั้งแต่แถวแรกๆแล้ว



จ่าสิบตรี Charles Edkins ( คนในภาพ ) อยู่ประจำชุดแพทย์สนาม 
รู้สึกตื่นเต้นและแววตาเบิกโพลง เมื่อจ่ายอดรักได้นำผลไม้มาให้เขาได้ลองชิม
และพบว่ามันอร่อยมากๆ " รสชาตินี่เหมือนกับกินคาเวียร์เลย แต่ว่ามันไม่มีกลิ่นคาว
แถมยังหวานมากๆ " Edkins กล่าว

หลังจากได้ทำความรู้จักกับผลไม้ต่างๆแล้ว ก็ถึงเวลาเข้ามาสู่คลาสเรียนอีกอย่าง
นั่นคือการทำกับดักจับสัตว์และแมลงเพื่อเอาไว้ทานขณะอยู่ในป่า

" ผมได้ลองกินแมลงสาบ และ ตั๊กแตน เอาเข้าจริงๆรสชาติมันก็ไม่ได้แย่นะ "
Dallas Lanceและ Kyle Robert นาวิกฯที่อยู่ในชั้นเรียนกล่าวถึงประสบการณ์
ที่ได้ทดลองกินครั้งแรก " เอาเข้าจริงๆมันเจ๋งมากๆเลย
รสชาติมันออกแนวเหมือนกินหนังไก่ย่างเกรียมๆ " 



หลังจากได้ลองกินหลายๆอย่างแล้ว เราก็จะเข้าสู่การเรียนวิธีการจุดไฟ
ซึ่งในตอนนี้เราทุกคนก็ทำได้แค่นั่งมอง และเห็นทหารรีคอนของไทย
ทำการสาธิตการจุดไฟโดยที่ไม่มีอุปกรณ์ใดๆนอกจากไม้ไผ่แห้งๆ และก็เยื่อไผ่

ซึ่งพวกเขาได้แสดงให้เราเห็นถึงวิธีการตัดไม้ไผ่ไปจนถึงการเจาะรู
และการขูดเยื่อไม้ เพื่อสร้างฟืนก่อนจะทำการจุดไฟด้วยการถูแท่งไม้
เพื่อให้เกิดการเสียดสีจนเกิดประกายไฟ ซึ่งทุกอย่างที่พูดมาพวกเขา
ทำได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง ซึ่งมันดูน่ามหัศจรรย์มากๆ !

คราวนี้มาถึงเวลาที่พวกเราได้ลองทำกันบ้าง นาวิกฯสหรัฐสองนาย 
อาสาออกมาเป็นผู้ทำการฝึกการจุดไฟด้วยวิธีการนี้ ซึ่งผลไปจบตรงที่
พวกเราไม่สามารถจุดไฟได้เลยไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน สุดท้ายจ่ายอดรัก
ก็เข้ามาช่วยให้เราจุดไฟได้ ด้วยการใช้อุปกรณ์เสริม ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน
หรือการแกะดินปืนออกจากกระสุนเพื่อช่วยเป็นตัวจุดไฟให้เร็วขึ้น
และสุดท้ายเลยคือการใช้ไฟแช็คจุด 



ต่อมาก็ถึงคิวของจ่าสิบเอกไพโรจน์ ประสานสาย ในการทำการสาธิตในชั้นเรียน
ซึ่งเรียกได้ว่าเขาเป็นตัวเอกของงาน ที่เรียกเสียงฮือฮาให้กับพวกเราทุกคนในงานก็ว่าได้

เพราะในส่วนของเขา เขาคือคนที่จะมาสาธิตการหักคอไก่และกินสดๆต่อหน้าพวกเรา
และแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากๆ แม้แต่พวกเราที่ร่างกายดูแข็งแรง
ก็ยังไม่สามารถหักคอไก่ได้ในการทำเพียงครั้งเดียว แต่เขากลับทำได้อย่างรวดเร็ว
เฉียบขาดและยังขย้ำเนื้อไก่สดๆที่ยังดิ้นๆอยู่ ต่อหน้าพวกเรา
ซึ่งกำลังโห่ร้องอย่างสะใจกับความเจ๋งที่จ่าไพโรจน์แสดงให้เราดู 

เขาสามารถหักคอไก่ กระชากหัวไก่จนกระเด็นตกไปที่พื้น ใช้มือกระชากขนและปีก
รวมถึงใช้ปากขย้ำเนื้ออย่างกับสัตว์ป่า และเลือดสดๆก็ไหลออกจากปากเขา
และหลังจากนั้นเขาก็ให้พวกเราได้ทดลองกินกันด้วย เป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งมากๆ 


แต่ความเจ๋งของจ่าไพโรจน์ยังไม่หมดแค่นั้น ! เขาได้เปิดลังและพวกเราก็เห็นงูเห่าตัวใหญ่
ออกมาจากรังและแผ่แม่เบี้ยมาทางพวกเรา จุดนั้นพวกเราทำได้แต่ถอยห่างออกมา
เพราะความกลัว เนื่องจากงูตัวนี้เรียกได้ว่าเพิ่งจับมาสดๆจากค่ายเลย 

และนี่แหละคือไฮไลท์ตัวจริงของงานนี้ ! วินาทีที่งูกำลังแผ่แม่เบี้ยเข้าหาทุกคน
จ่าไพโรจน์ก็ได้คุกเข่าลง และนั่งจ้องงูแบบนิ่งๆ วินาทีนั้นเขาช่างดูเงียบสงบ
เหมือนกับเป็นผู้เข้าถึงวิถีแห่งเซนที่แท้จริง

มือของจ่าพยายามเอื้อมเข้าไปกดที่หัวงูเห่าตัวนั้น แต่งูเห่าขัดขืนและพยายาม
พุ่งเข้าฉกไปที่มือของจ่าไพโรจน์ แต่ด้วยความชำนาญ เขาสามารถหลบได้อย่างง่ายดาย
และก็ตบเข้าไปที่หัวของงูดังๆอีกที เรียกเสียงหัวเราะให้กับพวกเราได้ทั้งๆที่วินาทีนั้น
มันควรจะเป็นช่วงความเป็นความตายด้วยซ้ำ และหลังจากนั้นเขาก็ทำใหม่อีกรอบนึง
แต่รอบนี้งูเห่าตัวนี้เจอการล่อหลอกของจ่าไพโรจน์ ทำให้มืออีกข้างนึงของจ่า
สามารถกดเข้าไปที่ด้านหลังหัวงูเห่าตัวนั้น และจับกดลงกับพื้นได้


หลังจากนั้นจ่าไพโรจน์ก็ได้กดหัวงูลงไปในถ้วย และก็รีดพิษงูออกมาพร้อมกับอธิบาย
ถึงขั้นตอนของการรีดพิษงูที่ถูกต้องให้พวกเราฟัง พวกเราทำได้แต่พยักหน้าหงึกๆ
แม้ว่าจะไม่เข้าใจเพราะกำลังตื่นเต้นอยู่ก็ตาม หลังจากนั้นจ่าไพโรจน์ก็ได้นำงู
กลับมาที่กลางวงของพวกเราอีกครั้ง โดยที่ครั้งนี้จ่าไพโรจน์ก็ได้ให้พวกเรา
ได้ทดลองสัมผัสกับงูเป็นๆ ด้วยการจับที่หางของมันในขณะที่เขาทำการกดหัวงูเอาไว้อยู่



และแล้วก็มาถึงช่วงเวลาสำคัญ ในตอนนั้นเอง จ่าไพโรจน์และลูกทีมก็ได้คว้ามีด
ก่อนทำการตัดหัวงูขาดสะบั้นในครั้งเดียว ... ฉับ ! หัวงูกระเด็นออกไปอีกทาง
และลูกทีมก็เริ่มทำการถลกหนังงูออกมา ซึ่งในจุดนี้ทางเราก็ทำได้แต่กระพริบตาปริบๆ
หลังจากถลกหนังเสร็จ จ่าไพโรจน์ก็ได้ทำการกรีดและเลือดสดๆก็ไหลออกมา

เมื่อถึงตอนนั้น จ่าไพโรจน์ก็ได้ให้พวกเราได้ทดลองกินเลือดงูเห่าทีละคน
ซึ่งตอนนั้นบอกเลยว่าเป็นประสบการณ์ที่สุดยอดมากสำหรับพวกเรา



" มันจะมีอะไรเจ๋งไปกว่าการได้กินเลือดงูสดๆกัน ! " Cpl. Garrett Bain 
เจ้าหน้าที่ควบคุมการสั่งยิง ประจำกองพันนาวิกโยธินที่ 3 กล่าวไว้ด้วยความตื่นเต้น ...

" ความสามารถของทหารไทยมีความโดดเด่นมากๆ พวกเขาจดจำ 
และเรียนรู้ประสบการณ์ที่ได้รับการถ่ายทอดมารุ่นต่อรุ่น และเขายังมีน้ำใจ
ที่จะเผยแพร่ความรู้ ประสบการณ์ และวัฒนธรรมของพวกเขา ให้กับพวกเรา
ซึ่งนั่นเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากๆสำหรับพวกเรา " 

และแน่นอนว่าหลังจากจบคลาสเรียนนี้ไป และได้กินเลือดงูเห่าแล้ว...
ในตอนนี้พวกเราก็ " อยู่ยงคงกระพัน " เหมือนกับทหารไทยเรียบร้อยแล้ว ....

ที่มา : I Drank Cobra Blood in Thailand; Now I’m Invincible (coffeeordie.com)
ผู้แปล เรียบเรียง : Ronnakrit " Viking " Sripumma 
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

Leave a comment

ความคิดเห็นทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะถูกเผยแพร่ All comment will need to be review before publish